ออริสแตท …ยาอันตรายหากใช้ไม่ถูกหลัก

ออริสแตท,ออริสแตทเป็นยาประเภทไหน,สรรพคุณของยาออริสแตท

ออริสแตท ...ยาอันตรายหากใช้ไม่ถูกหลัก

ออริสแตท เป็นยาลดความอ้วนตัวเดียวในขณะนี้ที่จัดอยู่ในหมวดที่อนุญาตให้วางจำหน่ายในร้านยาได้ ย้ำอีกทีนะคะว่า “ในร้านยา” ต้องมีเภสัชแนะนำในการทานนะคะ แล้วออริสแตทมีอันตรายต่อร่างกายเราบ้างอย่างไร วิณพา จะพามารู้จักกันค่ะ

ออริสแตท หรือที่เรียกกันว่า ยาดักไขมันเป็นตัวยาที่อนุญาตให้จัดจำหน่ายโดยเภสัช ที่ร้านขายยยาเท่านั้นหรือออกโดยแพทย์ จัดเป็น “สารควบคุม” ซึ่งทาง FDA สหรัฐฯ อนุญาตให้ใช้กับการลดน้ำหนักระยะยาว แต่ก็ยังมีการห้ามไม่ให้ใช้นานเกินสองปี ตามข้อบ่งใช้ กำหนดว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีค่า BMI มากกว่าหรือเท่ากับ 30 กิโลกรัมต่อตารางเมตร หรือ 27 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ร่วมกับภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ อาทิเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โดยที่คนไข้ได้รับการรักษาด้วยวิธีคุมอาหาร ออกกำลังกายและปรับพฤติกรรมแล้วแต่ไม่สามารถลดน้ำหนักได้ แพทย์จึงจะพิจารณาใช้ยาออริสแตทควบคู่ไปด้วย

โดยยามีกลไกการทำงานไปยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยไขมันที่ชื่อว่า “lipase (ไลเปส)” อธิบายให้ง่ายๆ คือ ยายับยั้งการทำงานของสิ่งที่ทำหน้าที่เป็น “กรรไกร” ที่ใช้ในการตัดไขมันให้เป็นก้อนเล็กๆค่ะ เมื่อไขมันไม่มีกรรไกรมาตัด มันก็จะคงสภาพเป็นก้อนใหญ่ๆอยู่ ร่างกายเราจะดูดซึมก้อนไขมันใหญ่ๆนี้ไม่ได้ค่ะ (คุณผู้ป่วยมักเรียกกลไกนี้ว่า “การบล็อกไขมัน”) เมื่อไขมันส่วนนี้ไม่ถูกดูดซึมก็จะถูกขับถ่ายออกมาค่ะ ดังนั้นผลข้างเคียงหนึ่งที่ชัดเจนของยาออร์ลิสแตท คือ ทำให้ “อึ๊มัน” คือมีไขมันปนออกมากับอุจจาระหรือบางทีแค่ผายลมก็มีน้ำมันไหลออกมาด้วยแล้วค่ะ ซึ่งคุณผู้ป่วยสาวๆที่ออกแนวฮาร์ดคอร์มักจะนิยมชมชอบกับผลข้างเคียงนี้มากๆ เนื่องจากให้ผลทางจิตใจเป็นอย่างดีว่าไขมันที่ได้บริโภคเข้าไปนั้นจะไม่ไปสะสมในร่างของเธอเป็นแน่แท้ แต่ในความเป็นจริง ยาออร์ลิสแตทให้ผลในการยับยั้งการดูดซึมไขมันได้เพียง 30% เท่านั้นค่ะ ดังนั้นไขมันอีก 70% ที่บริโภคเข้าไป ยังสามารถดูดซึมเข้าไปและเกิดการสะสมในร่างกายได้อยู่นะคะ แปลว่าถึงแม้จะกินยา “บล็อกไขมัน” แล้วก็ตาม ก็ยังมีความจำเป็นในการควบคุมอาหาร ไม่บริโภคอาหารไขมันสูงๆอยู่นะคะ และที่จะลืมไม่ได้เลย คือ ยาออร์ลิสแตทไม่ได้มีผลในการยับยั้งการดูดซึมอาหารกลุ่มแป้งและคาร์โบไฮเดรตเลย ดังนั้นก็ต้องควบคุมปริมาณการบริโภคอาหารกลุ่มข้าว แป้งและน้ำตาลด้วยนะคะ

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Orlistat

การใช้ยา Orlistat อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงชั่วคราว ได้แก่ อุจจาระปนไขมัน อุจจาระมีสีส้มหรือน้ำตาล มีจุดน้ำมันเปื้อนชุดชั้นใน มีแก๊ซหรือน้ำมันถูกขับออกมาจากร่างกาย ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้ ท้องเสีย ลำไส้เคลื่อนไหวมากขึ้น คลื่นไส้ เจ็บทวารหนัก เลือดออกทางทวารหนัก ประจำเดือนมาผิดปกติ หลอดเลือดอักเสบ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย วิตกกังวล เป็นต้น

หากอาการข้างเคียงข้างต้นไม่หายไปหรือรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ นอกจากนี้ ควรหยุดใช้ยาหรือไปพบแพทย์ทันที หากพบผลข้างเคียงที่รุนแรงจากการใช้ยา Orlistat ดังต่อไปนี้

  • อาการแพ้ยา เช่น ลมพิษ หายใจลำบาก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม เป็นต้น
  • ปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะปนเลือด รู้สึกเจ็บขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะลำบาก
  • ไตทำงานผิดปกติ อาจทำให้เกิดอาการ เช่น ไม่ปัสสาวะ ปัสสาวะน้อย ข้อเท้าหรือเท้าบวม อ่อนเพลีย หายใจไม่อิ่ม เป็นต้น
  • ตับผิดปกติ อาจทำให้เกิดอาการ เช่น คลื่นไส้ ปวดท้องส่วนบน คัน รู้สึกเหนื่อย เบื่ออาหาร ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระมีสีโคลน และดีซ่าน เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วออริสแตทจะห้ามไม่ให้ใส่อยู่ในอาหารเสริม แต่ถ้าหากจะใส่ต้องอยู่ในปริมาณที่ทางกระทรวงสาธารณะสุขกำหนดและอนุญาติ อย่างไรก็ตามหากทุกท่านจะทานอาหารเสริมเราขอแนะนำให้ทานทารอาหารเสริมจากสารสกัดสมุนไพรธรรมชาติค่ะ

Related posts:

มาตรฐาน GMP และ HACCP สำคัญอย่างไร ?
ลิแคป แคปซูลแข็ง คุณภาพสูง คงสรรพคุณตัวยาได้ดีเยี่ยม
โรสฮิป คืออะไร ?....แล้วทำไมจึงนิยมทำเป็นอาหารเสริม
ประโยชน์ของมะขามป้อม สารสกัดไทยๆ แต่ได้ใจ "คนอยากผอม"
รับผลิตอาหารเสริม ที่สุดของคุณภาพ การันตีจากแบรนด์ชั้นนำ
วิตามินซี ทานแค่ไหนถึงจะพอดี ข้อคิด สะกิดผู้ทาน
วิธีตรวจสอบหมายเลข อย. อาหารเสริม
อะเซโรล่า เชอร์รี่ ...แหล่งสำคัญของวิตามินซีในแบบธรรมชาติ
วิตามิน D สามารถช่วยให้เราลดน้ำหนักได้จริงหรือ??
เรื่องผิวขาวกระจ่างใสต้องยกนิ้วให้สารสกัดเซราไมด์จาก สับปะรด